พบผู้ป่วย ไข้หวัด 2009 ดื้อยา 4 ราย



วัคซีน ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด 2009

ไข้หวัด 2009

พบ 4 รายป่วย ไข้หวัด2009 ดื้อยา (ไทยโพสต์)

          "หมอ ยง" เผยไทยพบผู้ป่วยดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ 4 รายอยู่ใน กทม.ทั้งหมด เผยผลศึกษาวัคซีนป้องกันหวัดมีผลแค่ 70% ไม่ใช่ 90% แต่ยังจำเป็นต้องฉีดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แนะ สธ.รณรงค์ประชาชนล้างมือ สวมหน้ากากเหมือนปีก่อน ด้านความต้องการฉีดวัคซีนส่อแววเกิน 2 ล้านโดส "จุรินทร์" สั่งเช็กยอดก่อนพิจารณาว่าจะสั่งซื้อเพิ่มอีก 2 แสนโดสหรือไม่

          ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวในการประชุมสัมมนา ประจำปี 2553 ครั้งที่ 3 ในการเสนอผลงานวิจัยทุนพัฒนากลุ่มวิจัย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ในขณะนี้ว่า จากการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย พบว่า ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด แต่ ปีนี้มีการระบาดค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการแพร่ระบาดพร้อมกันถึง 3 สายพันธุ์ คือ 1.เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือ H1 N1 2.เชื้อไข้หวัดชนิด B และ 3.เชื้อไข้หวัดชนิด H3 N2 ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดตามฤดูกาล ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นไข้หวัดจะเป็นโรคไข้หวัด 2009 และ 1 ใน 4 จะเป็น H3 N2 และที่เหลือเป็นเชื้อไข้หวัดชนิด B

          ขณะที่ปีที่แล้วเชื้อไข้หวัด 2009 เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเพียงสายพันธุ์เดียว โดยในพื้นที่ภาคใต้มีการระบาดของ เชื้อ H3 N2 มากที่สุด ส่วน กทม.เป็นการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะที่เชื้อไข้หวัดชนิด B พบได้ทั่วประเทศ

          สำหรับ กลุ่มเสี่ยงต่อการป่วย และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตยังเป็นกลุ่มเดิม ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งควรได้รับวัคซีนป้องกัน 3 สายพันธุ์ ทั้งนี้วัคซีนที่ประเทศไทยมีอยู่ขณะนี้รวมทั้งสิ้น 3 ล้านโดส แบ่งเป็นสถานพยาบาลภาครัฐ 2 ล้านโดส และเอกชนอีก 1 ล้านโดส แต่ยังมีสัดส่วนแค่ 4% ของประชากรทั้งประเทศที่ต้องกระจายให้กับผู้ที่จำเป็น และถือว่าเรายังมีวัคซีนจำนวนน้อยที่จะควบคุมการแพร่ระบาดได้

          ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ควรเน้นการรณรงค์ด้านสุขอนามัยอย่างการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เช่นเดียวกับปีที่แล้วอย่างเข้มข้น ทั้งนี้โรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ คาดว่าจะลดการแพร่ระบาดลงในช่วงเดือนตุลาคในี้ เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม และจะกลับมาระบาดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนที่เป็นช่วงเปิดเทอม

          ศ.นพ.ยง กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้ทำการศึกษาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อดูการกระตุ้นภูมิกัน โดยทำการทดลองที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พบว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เพียง 70% เท่านั้น จากที่ สธ.บอกว่าสามารถกระตุ้นได้ถึง 90% ซึ่งหากจะฉีดและป้องกันให้ได้ผลจะต้องฉีด 2 เข็มถึงจะเพียงพอ แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะว่าเรามีวัคซีนที่จำกัด และต้องเฉลี่ยให้กลุ่มเสี่ยงอย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงฉีดได้เพียงคนละ 1 เข็มเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ 100% แต่ดีกว่าที่จะมีความเสี่ยงไม่มีภูมิคุ้มกันเลย

          นอกจากนี้ นพ.ยง ยังได้กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาจากการเฝ้าระวังการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์พบว่า จากการเก็บตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยจำนวน 1,100 ตัวอย่าง พบว่า ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยา 4 ราย ในจำนวนนี้ 1 ราย เป็นการพบในการแพร่ระบาดระลอก 2 หรือในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา คิดเป็น 0.2% และอีก 3 ราย เป็นการพบในการแพร่ระบาดขณะนี้ หรือคิดเป็น 0.8% โดยทั้ง 4 รายนี้เป็นผู้ป่วยใน กทม.ทั้งหมด เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งมีการใช้ยาเป็นจำนวนมาก

          ทั้งนี้ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลกระบุว่า การดื้อยาในระดับที่ตำกว่า 1% ถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นห่วง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะหากเรามีการใช้ยารายการใด จำนวนมาก ก็อาจเสี่ยงทำให้เชื้อเกิดภาวะดื้อยาได้ และเชื่อว่าในการระบาดคราวต่อไป จำนวนการดื้อยาจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก

          นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด 3 สายพันธุ์ไปแล้วมากกว่า 66% แต่ขณะนี้กำลังรวบรวมตัวเลขที่แท้จริงอยู่ บางจังหวัดที่ฉีดวัคซีนไปจนหมดแล้วแต่ยังมีปัญหาคนมาขอฉีดอยู่

          นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหาร สธ. เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการเสนอขอให้มีการจัดซื้อวัคซีน รวมป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์เพิ่มอีก 2 แสนโดส แต่ทางนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สธ. ให้ไปตรวจสอบตัวเลขการฉีดวัคซีนก่อนว่าฉีดไปแล้วกี่ล้านโดส เพราะหากวัคซีนเหลืออยู่ประมาณ 30% แล้วมีการเกลี่ยจากจังหวัดที่เหลือไปให้จังหวัดอื่น ๆ ก็คงไม่จำเป็นต้องมีการสั่งซื้อวัคซีนเพิ่ม


http://health.kapook.com/view17260.html
ขอขอบคุณข้อมูลจาก