rss
email
twitter
facebook

ดัน 6 ยากำพร้า เข้าระบบประกันสุขภาพ


ยากำพร้า

ดัน 6 ยากำพร้า เข้าระบบประกันสุขภาพ (ไทยโพสต์)

          นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติวันที่ 19  เมษายนนี้ จะมีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้าน พิษ (Antidote) ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยามากขึ้น

          ทั้ง นี้ ยากำพร้าเป็นยาจำเป็นต่อการให้บริการแก่ผู้ป่วย ใช้รักษาโรคที่พบได้น้อยหรือโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือโรคที่ก่อให้เกิด ความทุพพลภาพอย่างต่อเนื่องได้ แต่จัดเป็นกลุ่มยาที่มีการใช้น้อยมากทำให้หาได้ยากและบริษัทยาไม่สนใจผลิต เนื่องจากกำไรน้อยและอาจไม่คุ้มการลงทุนหรือบางรายการมีราคาที่สูงมาก จนสถานพยาบาลไม่สำรองยาไว้บริการ 

          นอกจากนี้ ยังอาจเป็นกลุ่มยาที่มีราคาถูกมากบริษัทยาจึงไม่ผลิตเช่นกัน ปัญหาไม่เพียงแต่ไม่มีการสำรองไว้ในสถานพยาบาลเท่านั้น  บางครั้งยากลุ่มเหล่านี้ยังไม่มีการสำรองในตลาดยาด้วยซ้ำ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนยาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ยาแก้แพ้ โดยเฉพาะอาการแพ้สารพิษ สารเคมี ยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง เป็นต้น

          นพ.ประทีป กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นความเดือดร้อนของสถานบริการในระบบ เพราะไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ และถือเป็นปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพที่ต้องให้การรักษาอย่างครอบคลุม ดัง นั้น ในการประชุมคณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น และมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ ที่มี ภญ.สำลี ใจดี กรรมการ สปสช.เป็นประธาน จึงได้คัดเลือกรายการยาในกลุ่มดังกล่าวขึ้นมา 6 รายการ เพื่อนำเสนอและให้มีการสำรองยาไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อระบบบริการให้กับประชาชนมาขึ้น

          นพ.ประทีป กล่าวว่า สำหรับการประมาณการความต้องการยาทั้ง 6 รายการนี้ พิจารณาจาก 1.จำนวนผู้ได้รับพิษที่ปรึกษามาที่ศูนย์พิษวิทยา 2.ปริมาณยาที่ใช้ต่อผู้ป่วย 1 ราย คือ ปริมาณยาที่ใช้โดยทั่วไปในผู้ป่วยแต่ละราย และ  3.จำนวนผู้ได้รับพิษที่ปรึกษามาที่ศูนย์พิษวิทยาปี พ.ศ.2550 คิดเป็นร้อยละ 12 ของผู้ที่ได้รับพิษทั้งหมดทั่วประเทศ 

          ทั้งนี้ ยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้รักษาภาวะจากสารเคมีและยาฆ่าแมลงนั้น จำเป็นต้องสำรองไว้ เมื่อพิจารณาจากสภาพทั่วไปของประเทศไทยที่เห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต่าง เป็นเกษตรกร อีกทั้งยังมีการขยายของอุตสาหกรรมมากขึ้น ยาเหล่านี้จึงต้องสำรองไว้เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนยา

          ส่วนการดำเนินสำรองยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษนี้  นพ.ประทีปกล่าวว่า  จะร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในการสำรองยา  ไม่ว่าจะเป็นการผลิตขึ้นเอง หรือการสั่งนำเข้าเพื่อนำมาสต็อกไว้ที่ อภ. และจัดทำระบบกระจายไปยังสถานพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที เนื่องจาก อภ.เป็นหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีภารกิจในการผลิตยาเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยา ได้ คาดว่าเบื้องต้นจะใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท ในการสำรองยา 6 รายการนี้

          ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษที่เตรียมนำเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมบอร์ด สปสช. 6 รายการ  ได้แก่ 1.Dimercaprol inj  (BAL) 2.Sodium  nitrite  inj  3.Sodium thiosulfateinj  4.Methylene blue inj  5.Glucagon inj 6.Succimer cap (DMSA) รวมวงเงินค่ายาและค่าบริหารจัดการประมาณ 5,000,000 บาท โดยจะใช้งบประมาณในปี 2553 นี้ ซึ่งในการเสนอการเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มนี้ไม่เพียงแต่จะดูแลผู้ป่วย ในระบบหลักประกันสุขภาพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมผู้ป่วยทั้ง 3 ระบบกองทุน ทั้งระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เพื่อรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับพิษในกรณีที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ เช่น ในกรณีเกิดไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุในครัวเรือน ผู้ป่วยกลุ่มที่เกิดพิษหรือเป็นโรคจากการทำงานในภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม  และเพื่อสำรองไว้ใช้ในชุมชนเขตนิคมอุตสาหกรรม และในศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข กรณีปัญหามาบตาพุด

          ทั้งนี้ ยังเตรียมนำเสนอคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติพิจารณารายการ ยาดังกล่าวเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ "หมวดยากำพร้า" ต่อไป

http://health.kapook.com/view12129.html
ขอขอบคุณข้อมูลจาก